ตอนที่ 8 การปิ๊งไอเดียในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
การแต่งเพลงฮิต หรือการแต่งเพลงยอดนิยมที่โด่งดังในหมู่ของผู้ฟัง
บางครั้งผู้แต่งอาจจะเริ่มจากการเป็นผู้ฟังและเคยได้สังเกตถึงเพลงที่โด่งดังทำให้ผู้ฟังหลายๆคนชื่นชอบว่าเพลงในลักษณะนี้มีคุณลักษณะเป็นเช่นไร
อาจจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นคำศัพท์ของกลุ่มวัยรุ่นได้เช่นกัน อาจจะมีท่วงทำนองที่ผู้ฟังจดจำได้ง่ายทำให้คุ้นหูและติดปากได้อย่างรวดเร็ว
หรืออาจจะเป็นเพลงที่มีผู้คนชื่นชอบกันเป็นจำนวนมากจึงเกิดกระแสให้ผู้ฟังจำนวนหนึ่งได้ชื่นชอบเป็นที่ยอมรับตามกระแสนี้ไปด้วย
การแต่งเพลงที่โด่งดังเป็นเพลงยอดนิยมเป็นเพลงฮิตจนเกิดกระแสลุกลามไปทั่วในกลุ่มของผู้คนจำนวนมากๆก็ย่อมมีสาระองค์ประกอบเข้าด้วยกันส่งเสริมให้เกิดการสัมพันธ์กันต่อเนื่องเช่นท่วงทำนองโครงสร้างเนื้อหาสาระและวิธีการขับร้องใช้เสียงได้เข้ากลมกลืนจนเกิดเป็นลักษณะเคล้าโครงร่างหน้าตาของเพลงขึ้นมา
บางครั้งเสียงดนตรีบางประเภทย่อมอาจไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับบางคน
บางครั้งจะเกิดความรู้สึกว่าเสียงดนตรีบางประเภทฟังแล้วรู้สึกเกิดแรงต่อต้านให้เกิดการตั้งข้อคิดแสดงความเห็นกับสิ่งที่ผู้ฟังได้ยินซึ่งก็ย่อมเหมือนและคล้ายกับผู้แต่งที่ได้แต่งเพลงไปตามอิริยาบถของเรื่องด้วยความไพเราะแต่กลับอยู่ดีๆมีคำที่ไม่ไพเราะสอดแทรกเข้ามาจนผู้ฟังรู้สึกว่าเป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกเกิดการไม่ชื่นชอบขึ้นมา
เกิดแรงต่อต้านเกิดการตั้งข้อคิดจนทำให้เพลงที่แต่งขึ้นมีตำหนิมีข้อบกพร่องนำมาซึ่งเป็นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ผู้ฟังหลายๆคนรู้จักบทเพลงนี้กันไปทั่วจนเป็นที่โด่งดังขึ้นมาอีกวิธีหนึ่งก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน
เพลงฮิตที่โด่งดังก็ย่อมมีได้หลากหลายลักษณะแนวเพลงด้วยกัน
ผู้แต่งอาจจะหยิบใช้มาตรฐานของตนเองขึ้นมาตั้งเป็นเพดานให้เกิดความรู้สึกไว้ว่าหากเพลงที่แต่งขึ้นมาครั้งใดจะต้องเทียบเคียงให้อยู่ในระดับของเพลงฮิตเพลงยอดนิยมที่โด่งดังให้ได้ หากตั้งระดับเพดานความสามารถของตนเองได้แล้วและเพลงต่อไปที่ผู้แต่งจะแต่งขึ้นก็ให้รักษาระดับความสามารถของผู้แต่งนี้เอาไว้ให้เกิดความชำนาญให้เกิดความคุ้นเคยและเกิดการพัฒนาปรับปรุงหยั่งคิดต่อวิธีการในการแต่งเพลงให้ดียิ่งขึ้นต่อไปจนเกิดการเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้แต่งว่า เพลงที่ถูกแต่งออกมาเป็นเพลงฮิตทุกเพลง
แต่บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องยากกับผู้แต่งที่กำหนดมาตรฐานของตนเองขึ้นมาจนทำให้ผู้แต่งอาจได้ปล่อยวางและไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้เพลงที่ถูกแต่งขึ้นบางเพลงอาจไม่ประสบความโด่งดังเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ฟังแต่ถ้าหากเพลงใดเกิดเป็นที่นิยมในในกลุ่มผู้ฟังได้ชื่นชอบก็จะเกิดเป็นเพลงฮิตเป็นเพลงที่โด่งดังขึ้นมาทันที
สิ่งเหล่านี้จะเกิดการหยั่งคิดของผู้แต่งไว้ว่าราวกับถูกรางวัลที่หนึ่งเลยทีเดียวซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่ประสบความสำเร็จให้น่าตื่นเต้นยินดี การแต่งเพลงฮิตซึ่งให้ความหมายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการแต่งเพลงตลาดหรือการแต่งเพลงในกลุ่มตลาด
เมื่อผู้แต่งตั้งมาตรฐานของตนเองได้ดีแล้วหรือตั้งมาตรฐานผลงานในความสามารถของตนเองหรือรักษาเพดานมาตรฐานให้อยู่ในระดับความเป็นที่นิยมของเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นก็จะถูกกำหนดขึ้นด้วยความรู้สึกให้ตรึกติดอยู่เสมอว่าเป็นธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องและมีองค์ประกอบอ้างอิงให้พึงหยั่งรู้ได้อีกว่ามีสิ่งที่ต่อเนื่องผูกพันให้เกิดขึ้นมีต่อไปเป็นสูตรสำเร็จให้นำมาด้วยเหตุแห่งผลคือความเกิดขึ้นเป็นผลกำไรในธุรกิจซึ่งผู้แต่งเป็นเหตุปัจจัยสำคัญยิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยการแต่งเพลงอย่างไม่ออมมือไม่อ่อนข้อต่อเพดานความสามารถที่ผู้แต่งได้ตั้งมาตรฐานรักษาระดับไว้ด้วยผลงานจากหนึ่งเป็นสองเป็นสามเป็นสี่ เหล่านี้เป็นเพลงที่เข้าสู่โหมดของการตลาดเป็นเพลงตลาดก็คือเพลงที่ถูกทำให้เป็นเพลงฮิต
ตัวอย่างเช่นผู้แต่งแต่งเพลงออกมาได้ทั้งหมดด้วยกันสิบเพลง
เพลงทั้งสิบเพลงจากเพลงที่หนึ่งถึงเพลงที่สิบหากถ้าเข้าสู่โหมดของการตลาดก็ย่อมสามารถเป็นเพลงฮิตได้ทุกเพลงและสามารถเป็นเพลงที่จะป้อนเข้าสู่ตลาดได้ทุกเวลาซึ่งได้ถูกเรียกว่าการแต่งเพลงตลาดนั่นเอง
ผู้แต่งจะใช้ความรู้สึกสูงจากข้อมูลที่มีอยู่คือเติมใส่ในสิ่งที่เป็นธุรกิจเข้าไปในความรู้สึกของผู้แต่ง เพราะฉะนั้นผู้แต่งจะตระหนักหยั่งถึงการที่ได้แต่งเพลงขึ้นทุกครั้งว่าเป็นธุรกิจคือธุรกิจทำให้มีผลกำไรเกิดขึ้น เพลงที่ถูกแต่งขึ้นจากผู้แต่งก็จะเป็นเพลงฮิตเป็นเพลงตลาดเป็นเพลงที่ไม่ทำให้เกิดการขาดทุนนั่นเอง เพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นโดยยึดหลักของธุรกิจเข้ามาสอดแทรกให้เกิดเป็นพื้นฐานซึ่งถือเป็นสิ่งให้ผู้แต่งกำหนดขึ้นเป็นบางคนเพื่อให้เกิดการเป็นผลงานที่ไปสู่ผลแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วหรือเรียกเป็นเคล็ดลับวิชาของผู้แต่งก็เป็นได้ แต่ในความตรงกันข้ามเพลงที่เป็นเพลงฮิต ที่เป็นเพลงตลาดเหล่านี้ทุกเพลงจะไม่มีกลิ่นอายแสดงเนื้อหาออกมาให้เกิดเป็นธุรกิจให้รู้สึกได้ว่าเป็นธุรกิจแต่อย่างใด
อาจได้ถูกแปรรูปซ่อนระบบกระบวนการอยู่ในความบริโภคของความผ่อนคลายในความบันเทิงที่ให้ได้มาซึ่งผลกำไรอย่างคุ้มค่า
ลักษณะรูปแบบโครงท่อนของเพลง การสร้างโครงท่อนของเพลงจะมีด้วยกันหลายรูปแบบให้ผู้แต่งเลือกใช้สร้างกำหนดว่าผู้แต่งจะเลือกสร้างอย่างไร
โครงสร้างท่อนของเพลงจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ผู้แต่งจะคำนึงถึงลักษณะท่อนให้เข้ากลมกลืนกับแนวเนื้อหาของพล็อตเรื่อง ตัวอย่างเช่นผู้แต่งจะเลือกใช้คำสัมผัสประโยคบทในและสัมผัสประโยคบทนอกและสัมผัสทุกท่อนเชื่อมกันทั้งหมดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการแต่งเพลงลูกทุ่ง
โครงสร้างท่อนของเพลงจะมีลักษณะที่เรียบง่ายเป็นพื้นฐานหรืออาจจะมีความโดดเด่นขึ้นมาด้วยการสร้างลักษณะท่อนให้สวยงามด้วยท่วงทำนองให้ดูดียิ่งขึ้นคือท่อนที่
1 ท่อนที่ 2 ท่อนที่ 3 ท่อนที่ 4
หรืออาจจะเพิ่มเติมใส่ท่อนเข้าไปอีกให้เกิดเป็นท่อน สร้อย
พึงได้เข้ากลมกลืนสัมผัสกันเป็นอีกวิธีหนึ่งของโครงท่อนที่ผู้แต่งได้เลือกใช้ขึ้นมาคือ
ท่อนสร้อย จะมีสี่ประโยค
หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 1 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่สร้อย จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 2 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่ 3 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนสร้อย จะมีสี่ประโยค
หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 4 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนสร้อย จะมีสี่ประโยค
หรือสองบรรทัด
ตัวอย่างต่อไปลักษณะการสร้างโครงท่อนพิเศษ
ท่อนพิเศษจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อทุกสี่ท่อนได้ถูกแต่งขึ้นครบสมบูรณ์แล้วแต่ยังไม่มีที่พอให้ได้ใช้เป็นการสรุปปิดจบเพลงดังนั้นผู้แต่งจะสร้างโครงท่อนพิเศษขึ้นมาไว้เพื่อเป็นการสรุปนั่นเอง คือ
ท่อนที่ 1 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่ 2 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่ 3 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่ 4 จะมีแปดประโยค หรือสี่บรรทัด
ท่อนที่พิเศษ จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ตัวอย่างต่อไปโครงท่อนที่แบ่งออกเป็น 2 ท่อนคือท่อนที่ 1 กับท่อนที่ 2 จะถูกนำเข้ารวมกันเป็นท่อนเดียว
และท่อนที่ 3 กับท่อนที่ 4
ก็จะถูกนำเข้ารวมกันเป็นท่อนเดียวอีกเหมือนกันหากสร้างท่อนพิเศษขึ้นมาไว้เพื่อเป็นการสรุปปิดจบบทเพลง คือ
ท่อนที่ 1 จะมีสิบหกประโยค หรือแปดบรรทัด
ท่อนที่ 2 จะมีสิบหกประโยค หรือแปดบรรทัด
ท่อนที่พิเศษ จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ลักษณะการใส่ท่อนพิเศษหรือการสร้างดัดแปลงโครงท่อนต่างๆนี้จะเหมาะแก่การใช้แต่งเพลงไทยสากลที่สามารถจะนำท่อนของเพลงมาใช้ด้วยการพลิกแพลงให้เกิดการขยายท่อนให้มีพื้นที่เนื้อหาให้กว้างออกไปหรือจะตัดแต่งท่อนให้เกิดการสั้นลงให้ได้มีพื้นที่กระชับกะทัดรัดซึ่งจะไม่ยืดเยื้อด้วยเนื้อหาและเวลา
ซึ่งสามารถทำได้เช่นกันหรือผู้แต่งเสริมใส่ท่อนพิเศษเพิ่มใส่เข้าไปก็สามารถทำได้อีกเช่นกัน
ส่วนการขยายท่อนโดยส่วนมากจะนิยมขยายกันในท่อนที่สามและท่อนพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดการเหมาะสมให้ได้ใช้เพียงแค่สองท่อนนี้เท่านั้น ส่วนการตัดบรรทัดในท่อนให้เหลือบรรทัดน้อยลงผู้แต่งสามารถตัดออกได้ทุกท่อนคือ
ท่อนที่ 1 จะมีหกประโยค หรือสามบรรทัด
ท่อนที่ 2 จะมีหกประโยค หรือสามบรรทัด
ท่อนที่ 3 จะมีหกประโยค หรือสามบรรทัด
ท่อนที่ 4 จะมีหกประโยค หรือสามบรรทัด
หรือผู้แต่งจะสามารถตัดบรรทัดให้น้อยลงได้อีกวิธีหนึ่งคือ
ท่อนที่ 1 จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 2 จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 3 จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
ท่อนที่ 4 จะมีสี่ประโยค หรือสองบรรทัด
การสร้างโครงท่อนหรือการวางโครงท่อนให้เกิดออกมาในรูปแบบต่างๆอาจจะมีความคล้ายเหมือนกันบ้างในบางเพลงซึ่งอาจได้ถูกกำหนดไว้ให้เกิดเป็นลักษณะเช่นนี้ของการแต่งเพลงและจะเป็นเช่นนี้ของลักษณะเพลงต่อไป
โครงท่อนของเพลงผู้แต่งจะมีวิธีการกำหนดให้มีการยืดหยุ่นตัวได้หดตัวได้หรือเพิ่มใส่บางท่อนเข้ามาเป็นท่อนพิเศษขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ของเวลาและการใช้พื้นที่ของแต่ละท่อนให้ได้ความเหมาะสมที่ลงตัวอย่างเป็นที่สุดของผู้แต่งเอง
ความลงตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละท่อนซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความลงตัวหากถ้าไม่เกิดความลงตัวขึ้นมาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการที่เรียกว่าได้อย่างขาดๆหรืออาจจะได้อย่างที่เกินเลยออกไปคือได้มากไปซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความพอดีที่เหมาะสมด้วยความลงตัว
ผู้แต่งจะต้องปรับแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัดคัดทิ้งเพื่อให้ได้เกิดสิ่งที่ลงตัวคือความถูกต้องด้วยความเหมาะสมตามที่ต้องการคือได้ความสวยงามที่ออกมาด้วยกรรมวิธีในหลักและเหตุของผู้แต่งควรมีกำหนดไว้ให้เกิดการอ้างอิงไว้อย่างตายตัวซึ่งจะเรียกสิ่งนี้ว่าองค์ประกอบหลักสำคัญของการแต่งเพลงที่เกิดมีขึ้นอยู่ในตัวของผู้แต่งเองซึ่งจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่จะรับรู้สัมผัสได้ด้วยความสวยงามของผลงาน เพราะฉะนั้นการกำหนดสร้างท่อนของเพลงจะไม่มีสิ่งที่ตายตัวกำหนดบังคับให้ผู้แต่งต้องเป็นไปในทิศทางแห่งหลักการเดียวซ้ำเสมอไป
สิ่งที่ไม่ตายตัวของท่อนเพลงยังสามารถถูกปรับเปลี่ยนด้วยความพลิกแพลงให้เกิดการพัฒนาของท่อนเพลงขึ้นมาซึ่งจะถูกประยุกต์ขึ้นจากผู้แต่งด้วยหลักและเหตุซึ่งอาจได้มีความคล้ายเคียงกันคือเวลาสถานการณ์และพื้นที่เพื่อให้ได้นำไปสู่ความเหมาะสมที่ลงตัวต่อไป

