ตอนที่ 8 การปิ๊งไอเดียในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
การเลือกใช้สถานที่ในการแต่งเพลง  การใช้สถานที่ในการแต่งเพลงซึ่งตามแต่ผู้แต่งถนัดหรือชอบทำงานอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ที่สามารถทำให้รู้สึกว่าอยู่ในสถานที่นั้นได้เป็นเวลานานๆ  ถ้าหากอยู่ในบ้านก็หาที่มีความสงบเงียบสักหน่อยเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมาทำให้เกิดการเสียสมาธิ  ผู้แต่งอาจจะชอบนั่งอยู่กับโต๊ะแต่งเพลงได้เป็นเวลานานอย่างขะมักเขม้นเสมือนอยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิซึ่งจะไม่รับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายนอก  การแต่งเพลงทุกครั้งผู้แต่งจะถูกฝึกสมาธิฝึกความอดทนอย่างนับเวลาไม่ถ้วนหรือนับเวลาไม่ได้ว่าเป็นเวลาเท่าไหร่และผู้แต่งจะไม่รู้สึกตัวว่าตนเองกำลังถูกฝึกสมาธิถูกฝึกความอดทนโดยควบคู่กันไปกับการแต่งเพลง  เพียงแต่เป็นการตั้งเป้าตั้งความหวังไว้ว่าต้องแต่งเพลงให้เสร็จให้ได้ในกาลเบื้องหน้าอันใกล้นี้  บางครั้งผู้แต่งรู้สึกอึดอัดทางอารมณ์ความรู้สึกถูกกดบีบของกล้ามเนื้อลมหายใจมีน้ำหนักจนรู้สึกว่ามีลมคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเยอะมากพลังงานถูกเผาผลาญออกมามากผิดปกติต่อเมื่อผู้แต่งใช้ความคิดไม่ไหลลื่นหรือการสะดุดด้วยอุปสรรคให้ต้องแก้ไขสร้างผลิตคิดแต่งให้เกิดการไหลลื่นของงาน  เมื่อเกิดการไหลรื่นของงานก็ย่อมเกิดความสัมพันธ์ทางอารมณ์ทำให้อารมณ์ของผู้แต่งซึ่งบีบอัดถูกกะเทาะแตกออก  กล้ามเนื้อที่ถูกบีบอัดก็คลายตัวทำให้รู้สึกว่าลมหายใจเข้าและลมหายใจออกมีความสัมพันธ์กันด้วยน้ำหนักอย่างกลมกลืนกันสมดุลกันจนโปร่งเบาสบาย  เสมือนเป็นการว่าผู้แต่งได้เอาชนะจิตใจตนเองได้แต่ก็ไม่ทุกครั้งเสมอไปต่อเมื่อผู้แต่งไม่สามารถแก้ไขระบบปัญหาหรืออุปสรรคในการแต่งเพลงของตนเองได้  เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ความรุ่มร้อนในตัวตนและความครุ่นคิดก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนผู้แต่งคล้ายไม่มีความอดทนเหลืออยู่จำต้องยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยแรงบางอย่างซึ่งทำให้จิตใจอารมณ์ของผู้แต่งเองต้องแพ้พ่ายเป็นการหยุดพักไว้ชั่วคราว  การหยุดพักชั่วคราวซึ่งให้ความหมายว่าหยุดพักเป็นเวลานาน 2-3 ชั่วโมงแล้วจึงค่อยกลับมาแต่งใหม่หรือไม่ก็พักผ่อนข้ามวันไปจนกว่าวันใหม่จะมาถึงแล้วจึงกลับมาแต่งใหม่ในสิ่งที่ค้างคาเอาไว้ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์  หรือบางครั้งผู้แต่งอาจนั่งอยู่กับพื้นเบื้องล่างทำการแต่งเพลงแบบเรียบง่ายไม่ใส่ใจกับสถานที่ให้ได้ยึดติดว่าต้องเป็นที่ซึ่งเลิศหรูด้วยอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นตัวกระตุ้นสร้างให้เกิดบรรยากาศให้ควรน่าแต่งเพลงแต่อย่างใด  การนั่งลงกับพื้นแต่งเพลงเป็นเวลานานๆจนแม้กระทั่งก้นเกิดอาการเหน็บชาตาตุ่มทั้งสองข้างเริ่มรู้สึกเจ็บพร้อมกันขึ้นมาทันที  ผู้แต่งก็สามารถเหยียดแข้งเหยียดขาเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกให้ได้ชั่วขณะและบางครั้งการนั่งแต่งเพลงกับพื้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้นมา  หรือไม่ก็ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปทั่วทั้งตัวเพราะเวลาการแต่งเพลงจดบันทึกทุกครั้งหลังจะเกิดการโค้งงอของลำตัวเป็นเวลานาน  หากผู้แต่งมีสมาธิมีความอดทนสูงก็ยังสามารถยับยั้งอาการเหล่านี้ไว้ได้ไม่ให้ลุกลามไปทั่วทั้งตัวด้วยพลังในสมาธิของผู้แต่งเอง  หากผู้แต่งได้ฝืนอยู่เป็นเวลานานกับการนั่งแต่งเพลงโดยที่ยังไม่ได้มีการผ่อนคลายอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเหมือนว่าร่างกายได้ทำงานหนักโหมมากจนเกินไปจนทำให้รู้สึกเหมือนว่าพลังใกล้จะหมดลงจนเหน็ดเหนื่อยอยู่ภายในอย่างอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงซึ่งจำต้องได้รับการสมานพักผ่อนอย่างโดยเร็วด้วยการหยุดพักให้ควรทิ้งวางงานการแต่งเพลงละมือนี้ไว้เสียก่อนจนกว่าจะรู้สึกว่ามีพละกำลังกลับคืนมาเป็นดั่งเดิมแล้วจึงค่อยกลับมาแต่งเพลงที่ค้างคาไว้ให้เสร็จสิ้นสำเร็จได้ดีกว่า  หรือบางครั้งผู้แต่งจะใช้ที่นอนเป็นที่แต่งเพลงคือแต่งเพลงบนที่นอนซึ่งบนที่นอนนี้โดยปกติแล้วจะเป็นที่ผ่อนคลายได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตามจะรู้สึกว่าจิตใจได้ผ่อนคลายไม่ยึดติดกับสิ่งใดให้เป็นที่ครุ่นคิดจนเกิดความตึงเครียดบนใบหน้าขึ้นมาได้  ดังนั้นความผ่อนคลายบนที่นอนสามารถสร้างความปลอดโปร่งให้เกิดการเบาสบายเกิดขึ้นอยู่ภายในสภาพจิตใจที่ได้เกิดเป็นสมาธิอย่างมีความสุขมีสติปัญญาคล้ายดั่งลมหายใจเป็นเครื่องยาเข้าหล่อเลี้ยงบำรุงสมองบำรุงธาตุในร่างกายให้เกิดมีพลังให้ได้นำเอามาใช้อย่างไม่รู้จักหมด  เพราะฉะนั้นการแต่งเพลงบนที่นอนย่อมเหมาะแก่การใช้ความคิดใช้ทัศนะแห่งการจินตนาการซึ่งจะนำมาให้เกิดความตึงเครียดทางจิตใจอารมณ์และความรู้สึกจะถูกบีบหรือเกร็งกล้ามเนื้อให้เกิดความอึดอัดได้ง่าย  อาการสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในตัวของผู้แต่งก็จะถูกแรงผ่อนคลายของที่นอนปะทะชำระออกได้อย่างรวดเร็วซึ่งสามารถทัดทานแรงแห่งความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี  ผู้แต่งจะรู้สึกว่าสามารถทำงานอยู่บนที่นอนได้อย่างเป็นเวลานานๆเพราะความอึดอัดความตึงเครียดจะอยู่ในที่ซึ่งมีความผ่อนคลายไม่ได้นั่นเอง  บางครั้งผู้แต่งจะเกิดการปิ๊งไอเดียขณะอยู่บนที่นอนเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะความผ่อนคลายโปร่งเบาสบายทำให้สมองปลอดโปร่งหากนึกเห็นสิ่งใดแล้วทำให้สมองเกิดการหยั่งคิดขึ้นมาซึ่งได้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ว่า  เป็นการปิ๊งไอเดีย  คือสมองหยั่งคิดขึ้นชั่วขณะ หรือจิตหยั่งรู้ขึ้นชั่วขณะ หรือดวงตาหยั่งเห็นขึ้นชั่วขณะ หรือการถูกสัมผัสที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้คือการเกิดปิ๊งไอเดียอาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งคือ สมอง จิต ดวงตา และการสัมผัส  การเกิดปิ๊งไอเดียโดยส่วนมากแล้วจะได้ยินต่อกันมาว่าอาจเกิดขึ้นได้ในห้องน้ำ  ในห้องน้ำก็คือสถานที่อีกที่หนึ่งซึ่งทำให้รู้สึกมีความผ่อนคลายได้ดีเช่นกัน  การปิ๊งไอเดียของผู้แต่งสามารถเกิดขึ้นได้หลายสถานที่ด้วยกันหรือในช่วงขณะหนึ่งของเวลาที่ทำให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลายก็อาจมีการหยั่งคิดเกิดการปิ๊งไอเดียขึ้นมาก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน  หรือบางครั้งผู้แต่งอาจได้ใช้สถานที่แต่งเพลงซึ่งทรหดโดยการฝึกทดสอบในตัวตนของผู้แต่งเอง  ตัวอย่างเช่นผู้แต่งเกิดการปิ๊งไอเดียขณะอยู่บนรถประจำทางสองแถว  ในการเดินทางด้วยระยะเวลา 40 นาทีโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆให้ได้เป็นเครื่องมือ  ผู้แต่งเลือกตัดสินใจแต่งเพลงเดี๋ยวนี้ถ้าหากไม่แต่งเดี๋ยวนี้การปิ๊งไอเดียที่เกิดขึ้นก็จะจางหายไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีดินสอปากกาและกระดาษให้ได้จดบันทึกเพื่อแก้กันลืม  ดังนั้นผู้แต่งจึงจำเป็นต้องเริ่มแต่งเพลงที่ถูกแต่งขึ้นด้วยการท่องประโยคแรกอย่างหลายๆรอบอยู่ในใจเพื่อเป็นการให้ได้จดจำและเป็นการคุ้นเคยกับประโยคที่แต่งขึ้น  ผู้แต่งเริ่มแต่งประโยคต่อไปได้แล้วก็ต้องกลับมาท่องประโยคแรกและประโยคที่สองอย่างหลายๆรอบและทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยให้ได้เกิดการแต่งเพลงสักเท่าไหร่นัก  การแต่งเพลงอยู่ในใจขณะนั่งรถประจำทางสองแถวซึ่งเป็นที่มีผู้คนเรียงรายล้อมรอบย่อมเกิดการขวักไขว่ทำให้การใช้สมาธิใช้ความอดทนและใช้ความจดจำของผู้แต่งย่อมเกิดให้ได้มีสูงขึ้นมากขึ้นพอที่จะต้านทานสิ่งความเคลื่อนไหวจากภายนอกของร่างกายได้อย่างกลมกลืนเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดีจนถึงจุดหมายปลายทางถึงที่พัก  ผู้แต่งจึงได้นำเอาอุปกรณ์เครื่องมือในการแต่งเพลงและพร้อมที่จะคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการแต่งเพลงอยู่ในใจนำมาแต่งขัดเกลาเรียบเรียงขึ้นใหม่อีกครั้งเพียงได้แค่ไม่กี่ประโยคซึ่งให้ความหมายที่ยังไม่สมบูรณ์จึงต้องแต่งเพิ่มเติมเต็มให้ครบทุกประโยคทุกท่อน  การแต่งเพลงในลักษณะเช่นนี้เป็นเพียงแค่เกิดการเสียดายกับสิ่งที่ผู้แต่งรู้สึกว่ามีค่ามากหากปล่อยทิ้งไปเสียด้วยการลืมก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรารถนาจำต้องใช้วิธีคิดการแต่งเพลงขึ้นในใจอาจเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนักกับผู้แต่งเพลงให้ได้เกิดในสถานการณ์เช่นนี้
การแต่งเพลงฮิต  หรือการแต่งเพลงยอดนิยมที่โด่งดังในหมู่ของผู้ฟัง  บางครั้งผู้แต่งอาจจะเริ่มจากการเป็นผู้ฟังและเคยได้สังเกตถึงเพลงที่โด่งดังทำให้ผู้ฟังหลายๆคนชื่นชอบว่าเพลงในลักษณะนี้มีคุณลักษณะเป็นเช่นไร  อาจจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นคำศัพท์ของกลุ่มวัยรุ่นได้เช่นกัน  อาจจะมีท่วงทำนองที่ผู้ฟังจดจำได้ง่ายทำให้คุ้นหูและติดปากได้อย่างรวดเร็ว  หรืออาจจะเป็นเพลงที่มีผู้คนชื่นชอบกันเป็นจำนวนมากจึงเกิดกระแสให้ผู้ฟังจำนวนหนึ่งได้ชื่นชอบเป็นที่ยอมรับตามกระแสนี้ไปด้วย        การแต่งเพลงที่โด่งดังเป็นเพลงยอดนิยมเป็นเพลงฮิตจนเกิดกระแสลุกลามไปทั่วในกลุ่มของผู้คนจำนวนมากๆก็ย่อมมีสาระองค์ประกอบเข้าด้วยกันส่งเสริมให้เกิดการสัมพันธ์กันต่อเนื่องเช่นท่วงทำนองโครงสร้างเนื้อหาสาระและวิธีการขับร้องใช้เสียงได้เข้ากลมกลืนจนเกิดเป็นลักษณะเคล้าโครงร่างหน้าตาของเพลงขึ้นมา  บางครั้งเสียงดนตรีบางประเภทย่อมอาจไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับบางคน  บางครั้งจะเกิดความรู้สึกว่าเสียงดนตรีบางประเภทฟังแล้วรู้สึกเกิดแรงต่อต้านให้เกิดการตั้งข้อคิดแสดงความเห็นกับสิ่งที่ผู้ฟังได้ยินซึ่งก็ย่อมเหมือนและคล้ายกับผู้แต่งที่ได้แต่งเพลงไปตามอิริยาบถของเรื่องด้วยความไพเราะแต่กลับอยู่ดีๆมีคำที่ไม่ไพเราะสอดแทรกเข้ามาจนผู้ฟังรู้สึกว่าเป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกเกิดการไม่ชื่นชอบขึ้นมา  เกิดแรงต่อต้านเกิดการตั้งข้อคิดจนทำให้เพลงที่แต่งขึ้นมีตำหนิมีข้อบกพร่องนำมาซึ่งเป็นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ผู้ฟังหลายๆคนรู้จักบทเพลงนี้กันไปทั่วจนเป็นที่โด่งดังขึ้นมาอีกวิธีหนึ่งก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน  เพลงฮิตที่โด่งดังก็ย่อมมีได้หลากหลายลักษณะแนวเพลงด้วยกัน  ผู้แต่งอาจจะหยิบใช้มาตรฐานของตนเองขึ้นมาตั้งเป็นเพดานให้เกิดความรู้สึกไว้ว่าหากเพลงที่แต่งขึ้นมาครั้งใดจะต้องเทียบเคียงให้อยู่ในระดับของเพลงฮิตเพลงยอดนิยมที่โด่งดังให้ได้  หากตั้งระดับเพดานความสามารถของตนเองได้แล้วและเพลงต่อไปที่ผู้แต่งจะแต่งขึ้นก็ให้รักษาระดับความสามารถของผู้แต่งนี้เอาไว้ให้เกิดความชำนาญให้เกิดความคุ้นเคยและเกิดการพัฒนาปรับปรุงหยั่งคิดต่อวิธีการในการแต่งเพลงให้ดียิ่งขึ้นต่อไปจนเกิดการเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้แต่งว่า  เพลงที่ถูกแต่งออกมาเป็นเพลงฮิตทุกเพลง  แต่บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องยากกับผู้แต่งที่กำหนดมาตรฐานของตนเองขึ้นมาจนทำให้ผู้แต่งอาจได้ปล่อยวางและไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้เพลงที่ถูกแต่งขึ้นบางเพลงอาจไม่ประสบความโด่งดังเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ฟังแต่ถ้าหากเพลงใดเกิดเป็นที่นิยมในในกลุ่มผู้ฟังได้ชื่นชอบก็จะเกิดเป็นเพลงฮิตเป็นเพลงที่โด่งดังขึ้นมาทันที  สิ่งเหล่านี้จะเกิดการหยั่งคิดของผู้แต่งไว้ว่าราวกับถูกรางวัลที่หนึ่งเลยทีเดียวซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่ประสบความสำเร็จให้น่าตื่นเต้นยินดี  การแต่งเพลงฮิตซึ่งให้ความหมายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการแต่งเพลงตลาดหรือการแต่งเพลงในกลุ่มตลาด  เมื่อผู้แต่งตั้งมาตรฐานของตนเองได้ดีแล้วหรือตั้งมาตรฐานผลงานในความสามารถของตนเองหรือรักษาเพดานมาตรฐานให้อยู่ในระดับความเป็นที่นิยมของเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นก็จะถูกกำหนดขึ้นด้วยความรู้สึกให้ตรึกติดอยู่เสมอว่าเป็นธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องและมีองค์ประกอบอ้างอิงให้พึงหยั่งรู้ได้อีกว่ามีสิ่งที่ต่อเนื่องผูกพันให้เกิดขึ้นมีต่อไปเป็นสูตรสำเร็จให้นำมาด้วยเหตุแห่งผลคือความเกิดขึ้นเป็นผลกำไรในธุรกิจซึ่งผู้แต่งเป็นเหตุปัจจัยสำคัญยิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยการแต่งเพลงอย่างไม่ออมมือไม่อ่อนข้อต่อเพดานความสามารถที่ผู้แต่งได้ตั้งมาตรฐานรักษาระดับไว้ด้วยผลงานจากหนึ่งเป็นสองเป็นสามเป็นสี่  เหล่านี้เป็นเพลงที่เข้าสู่โหมดของการตลาดเป็นเพลงตลาดก็คือเพลงที่ถูกทำให้เป็นเพลงฮิต  ตัวอย่างเช่นผู้แต่งแต่งเพลงออกมาได้ทั้งหมดด้วยกันสิบเพลง  เพลงทั้งสิบเพลงจากเพลงที่หนึ่งถึงเพลงที่สิบหากถ้าเข้าสู่โหมดของการตลาดก็ย่อมสามารถเป็นเพลงฮิตได้ทุกเพลงและสามารถเป็นเพลงที่จะป้อนเข้าสู่ตลาดได้ทุกเวลาซึ่งได้ถูกเรียกว่าการแต่งเพลงตลาดนั่นเอง  ผู้แต่งจะใช้ความรู้สึกสูงจากข้อมูลที่มีอยู่คือเติมใส่ในสิ่งที่เป็นธุรกิจเข้าไปในความรู้สึกของผู้แต่ง  เพราะฉะนั้นผู้แต่งจะตระหนักหยั่งถึงการที่ได้แต่งเพลงขึ้นทุกครั้งว่าเป็นธุรกิจคือธุรกิจทำให้มีผลกำไรเกิดขึ้น  เพลงที่ถูกแต่งขึ้นจากผู้แต่งก็จะเป็นเพลงฮิตเป็นเพลงตลาดเป็นเพลงที่ไม่ทำให้เกิดการขาดทุนนั่นเอง  เพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นโดยยึดหลักของธุรกิจเข้ามาสอดแทรกให้เกิดเป็นพื้นฐานซึ่งถือเป็นสิ่งให้ผู้แต่งกำหนดขึ้นเป็นบางคนเพื่อให้เกิดการเป็นผลงานที่ไปสู่ผลแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วหรือเรียกเป็นเคล็ดลับวิชาของผู้แต่งก็เป็นได้  แต่ในความตรงกันข้ามเพลงที่เป็นเพลงฮิต ที่เป็นเพลงตลาดเหล่านี้ทุกเพลงจะไม่มีกลิ่นอายแสดงเนื้อหาออกมาให้เกิดเป็นธุรกิจให้รู้สึกได้ว่าเป็นธุรกิจแต่อย่างใด  อาจได้ถูกแปรรูปซ่อนระบบกระบวนการอยู่ในความบริโภคของความผ่อนคลายในความบันเทิงที่ให้ได้มาซึ่งผลกำไรอย่างคุ้มค่า
ลักษณะรูปแบบโครงท่อนของเพลง  การสร้างโครงท่อนของเพลงจะมีด้วยกันหลายรูปแบบให้ผู้แต่งเลือกใช้สร้างกำหนดว่าผู้แต่งจะเลือกสร้างอย่างไร โครงสร้างท่อนของเพลงจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ผู้แต่งจะคำนึงถึงลักษณะท่อนให้เข้ากลมกลืนกับแนวเนื้อหาของพล็อตเรื่อง  ตัวอย่างเช่นผู้แต่งจะเลือกใช้คำสัมผัสประโยคบทในและสัมผัสประโยคบทนอกและสัมผัสทุกท่อนเชื่อมกันทั้งหมดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการแต่งเพลงลูกทุ่ง  โครงสร้างท่อนของเพลงจะมีลักษณะที่เรียบง่ายเป็นพื้นฐานหรืออาจจะมีความโดดเด่นขึ้นมาด้วยการสร้างลักษณะท่อนให้สวยงามด้วยท่วงทำนองให้ดูดียิ่งขึ้นคือท่อนที่ 1 ท่อนที่ 2 ท่อนที่ 3 ท่อนที่ 4 หรืออาจจะเพิ่มเติมใส่ท่อนเข้าไปอีกให้เกิดเป็นท่อน สร้อย พึงได้เข้ากลมกลืนสัมผัสกันเป็นอีกวิธีหนึ่งของโครงท่อนที่ผู้แต่งได้เลือกใช้ขึ้นมาคือ
          ท่อนสร้อย  จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 1  จะมีแปดประโยค   หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่สร้อย  จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 2  จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่ 3  จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนสร้อย  จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 4  จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนสร้อย  จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
ตัวอย่างต่อไปลักษณะการสร้างโครงท่อนพิเศษ  ท่อนพิเศษจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อทุกสี่ท่อนได้ถูกแต่งขึ้นครบสมบูรณ์แล้วแต่ยังไม่มีที่พอให้ได้ใช้เป็นการสรุปปิดจบเพลงดังนั้นผู้แต่งจะสร้างโครงท่อนพิเศษขึ้นมาไว้เพื่อเป็นการสรุปนั่นเอง  คือ
          ท่อนที่ 1 จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่ 2 จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่ 3 จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่ 4 จะมีแปดประโยค  หรือสี่บรรทัด
          ท่อนที่พิเศษ จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
ตัวอย่างต่อไปโครงท่อนที่แบ่งออกเป็น 2 ท่อนคือท่อนที่ 1 กับท่อนที่ 2 จะถูกนำเข้ารวมกันเป็นท่อนเดียว  และท่อนที่ 3 กับท่อนที่ 4 ก็จะถูกนำเข้ารวมกันเป็นท่อนเดียวอีกเหมือนกันหากสร้างท่อนพิเศษขึ้นมาไว้เพื่อเป็นการสรุปปิดจบบทเพลง  คือ
          ท่อนที่ 1 จะมีสิบหกประโยค  หรือแปดบรรทัด
          ท่อนที่ 2 จะมีสิบหกประโยค  หรือแปดบรรทัด
          ท่อนที่พิเศษ  จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
ลักษณะการใส่ท่อนพิเศษหรือการสร้างดัดแปลงโครงท่อนต่างๆนี้จะเหมาะแก่การใช้แต่งเพลงไทยสากลที่สามารถจะนำท่อนของเพลงมาใช้ด้วยการพลิกแพลงให้เกิดการขยายท่อนให้มีพื้นที่เนื้อหาให้กว้างออกไปหรือจะตัดแต่งท่อนให้เกิดการสั้นลงให้ได้มีพื้นที่กระชับกะทัดรัดซึ่งจะไม่ยืดเยื้อด้วยเนื้อหาและเวลา ซึ่งสามารถทำได้เช่นกันหรือผู้แต่งเสริมใส่ท่อนพิเศษเพิ่มใส่เข้าไปก็สามารถทำได้อีกเช่นกัน  ส่วนการขยายท่อนโดยส่วนมากจะนิยมขยายกันในท่อนที่สามและท่อนพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดการเหมาะสมให้ได้ใช้เพียงแค่สองท่อนนี้เท่านั้น  ส่วนการตัดบรรทัดในท่อนให้เหลือบรรทัดน้อยลงผู้แต่งสามารถตัดออกได้ทุกท่อนคือ
          ท่อนที่ 1 จะมีหกประโยค  หรือสามบรรทัด
          ท่อนที่ 2 จะมีหกประโยค  หรือสามบรรทัด
          ท่อนที่ 3 จะมีหกประโยค  หรือสามบรรทัด
          ท่อนที่ 4 จะมีหกประโยค  หรือสามบรรทัด    
หรือผู้แต่งจะสามารถตัดบรรทัดให้น้อยลงได้อีกวิธีหนึ่งคือ
          ท่อนที่ 1 จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 2 จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 3 จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
          ท่อนที่ 4 จะมีสี่ประโยค  หรือสองบรรทัด
การสร้างโครงท่อนหรือการวางโครงท่อนให้เกิดออกมาในรูปแบบต่างๆอาจจะมีความคล้ายเหมือนกันบ้างในบางเพลงซึ่งอาจได้ถูกกำหนดไว้ให้เกิดเป็นลักษณะเช่นนี้ของการแต่งเพลงและจะเป็นเช่นนี้ของลักษณะเพลงต่อไป  โครงท่อนของเพลงผู้แต่งจะมีวิธีการกำหนดให้มีการยืดหยุ่นตัวได้หดตัวได้หรือเพิ่มใส่บางท่อนเข้ามาเป็นท่อนพิเศษขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ของเวลาและการใช้พื้นที่ของแต่ละท่อนให้ได้ความเหมาะสมที่ลงตัวอย่างเป็นที่สุดของผู้แต่งเอง  ความลงตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละท่อนซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความลงตัวหากถ้าไม่เกิดความลงตัวขึ้นมาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการที่เรียกว่าได้อย่างขาดๆหรืออาจจะได้อย่างที่เกินเลยออกไปคือได้มากไปซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความพอดีที่เหมาะสมด้วยความลงตัว  ผู้แต่งจะต้องปรับแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัดคัดทิ้งเพื่อให้ได้เกิดสิ่งที่ลงตัวคือความถูกต้องด้วยความเหมาะสมตามที่ต้องการคือได้ความสวยงามที่ออกมาด้วยกรรมวิธีในหลักและเหตุของผู้แต่งควรมีกำหนดไว้ให้เกิดการอ้างอิงไว้อย่างตายตัวซึ่งจะเรียกสิ่งนี้ว่าองค์ประกอบหลักสำคัญของการแต่งเพลงที่เกิดมีขึ้นอยู่ในตัวของผู้แต่งเองซึ่งจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่จะรับรู้สัมผัสได้ด้วยความสวยงามของผลงาน  เพราะฉะนั้นการกำหนดสร้างท่อนของเพลงจะไม่มีสิ่งที่ตายตัวกำหนดบังคับให้ผู้แต่งต้องเป็นไปในทิศทางแห่งหลักการเดียวซ้ำเสมอไป  สิ่งที่ไม่ตายตัวของท่อนเพลงยังสามารถถูกปรับเปลี่ยนด้วยความพลิกแพลงให้เกิดการพัฒนาของท่อนเพลงขึ้นมาซึ่งจะถูกประยุกต์ขึ้นจากผู้แต่งด้วยหลักและเหตุซึ่งอาจได้มีความคล้ายเคียงกันคือเวลาสถานการณ์และพื้นที่เพื่อให้ได้นำไปสู่ความเหมาะสมที่ลงตัวต่อไป